คริสตอฟ ฟรอยด์ อาจถูกแต่งตั้งเป็นผู้อำนวยการกีฬาของ เชลซี ก่อนเปิดตลาดซื้อขายนักเตะช่วงต้นปี

คริสตอฟ ฟรอยด์ อาจถูกแต่งตั้งเป็นผู้อำนวยการกีฬาของ เชลซี

เชลซี กำลังมองหาคนที่จะเข้ามารับตำแหน่งผู้อำนวยการกีฬาคนใหม่ก่อนเปิดตลาดซื้อขายนักเตะในช่วงเดือนมกราคมนี้ โดยก่อนหน้านี้ก็ได้มีรายงานข่าวออกมาเปิดเผยว่า คริสตอฟ ฟรอยด์ กำลังถูกพิจารณาให้เข้ามารับตำแหน่งนี้ หลังจากที่เขาสามารถผลงานใหกับสโมสรได้อย่างมากมายในช่วงที่เขาทำงานกับ เร้ดบูลล์ ซัลซ์บวร์ก ซึ่งเขาสามารถพานักเตะฝีมือดีหลายเข้ามาเซ็นสัญญากับสโมสรได้

คริสตอฟ ฟรอยด์ ได้เข้ามารับตำแหน่งผู้อำนวยการกีฬาให้กับ เร้ดบูลล์ ซัลซ์บวร์ก ในช่วงปี 2015 โดยเขาได้เข้ามารับหน้าที่ต่อจาก ราล์ฟ รังนิค ที่ดูแลเรื่องซื้อขายนักเตะให้กับ เร้ดบูลล์ ซัลซ์บวร์ก อยู่ในตอนนั้นก่อนที่จะผลันตัวไปเป็นโค๊ช โดยทางด้านของ คริสตอฟ ฟรอยด์ สามารถเซ็นสัญญากับผู้เล่นที่ยังไม่เป็นที่รู้จักของใครหลายๆ คน แต่ผู้เล่นที่เขาได้พาเข้ามาในทีมกลับโชว์ฟอร์มได้อย่างยอดเยี่ยม และกลายเป็นที่ต้องการตัวของหลายๆ สโมสร ซึ่งหนึ่งในนั้นก็มีนักเตะหนุ่มของ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่เราน่าจะรู้จักกันดี นั่นก็คือ เออร์ลิง ฮาแลนด์

นอกจาก เออร์ลิง ฮาแลนด์ แล้วก็ยังมีผู้เล่นอีกหลายคนที่ผ่านมาของ คริสตอฟ ฟรอยด์ ที่ เร้ดบูลล์ ซัลซ์บวร์ก มาก่อน ไม่ว่าจะเป็น คาริม อเดเยมี่, ซาดิโอ มาเน่ หรือ ดาโยต์ อูปาเมกาโน่ ซึ่งผู้เล่นเหล่านี้ล้วนเป็นผู้เล่นที่มีราคาไม่แพงมากในช่วงที่ถูกซื้อเข้ามาร่วมทีม และนักเตะเหล่านี้ก็ล้วยแต่ทำกำไรให้กับสโมสรมาแล้วหลายลานปอนด์เช่นกัน

และอีกหนึ่งนักเตะที่สามารถทำกำไรให้กับ เร้ดบูลล์ ซัลซ์บวร์ก อย่างมหาศาลก็คือ แพตสัน ดาก้า ซึ่งทางด้านของ เร้ดบูลล์ ซัลซ์บวร์ก ได้ซื้อนักเตะหนุ่มรายนี้มาร่วมทีมด้วยค่าตัว 225,000 ปอนด์ และถูกขายให้กับ เลสเตอร์ ซิตี้ ในราคา 27 ล้านปอนด์ และนั่นชี้ให้เห็นว่านอกจาก คริสตอฟ ฟรอยด์ จะเป็นคนที่มีพรสวรรค์ในการทำงานตำแหน่งนี้แล้ว เขายังสามารถช่วยให้ เชลซี ทำกำไรจากการซื้อขายนักเตะในอนาคตได้อีกด้วย

การชวดย้ายทีม ของนักเตะมากฝีกมือ

Andrey Arshavin

รุย คอสต้า (จาก ฟิออเรนตินา ไปยัง บาร์เซโลนา)

เพลย์เมกเกอร์ระดับตำนานของสโมสร ฟิออเรนตินา และ เอซี มิลาน คือสุดยอดนักเตะหมายเลข 10 ที่มีฝีเท้าในการสร้างสรรค์เกมระดับท๊อปของโลกเลยทีเดียว โดยเขาเป็นนักเตะที่รีดฟอร์มการเป็นเพลย์เมกเกอร์เบอร์ 10 ได้โดดเด่นที่สุดก็คือตอนที่เขาได้ลงเล่นให้กับ ฟิออเรนตินา เมื่อเขาเป็นคนคอนจ่ายบอลให้กับ กาเบรียล บาติสตูต้า กระซวกประตูได้เป็นกอบเป็นกำนั่นเอง

ในช่วงเวลาที่เขาเล่นให้กับ “วิโอลา” เขาเคยได้รับการทาบทามจากสโมสรชั้นนำอย่าง บาร์เซโลนา ที่กำลังขาดแคลนจอมทัพในแดนกลางไปช่วยสร้างสรรค์เกมด้วยพอดี แต่สิ่งที่ทำให้ รุย เลือกที่จะปฏิเสธก็คือ เขารู้สึกผูกพันกับชีวิตในประเทศอิตาลีมากกว่า เพราะนี่คือบ้านหลังที่ 2 ในสายตาของเขาเลยทีเดียว และเขาเองก็ไม่ชัวร์ว่าการย้ายไปเล่นในสเปนนั้น มันจะเหมาะสมกับสไตล์การเล่นแบบเบอร์ 10 แท้ๆของเขาได้หรือไม่ ซึ่งเจ้าตัวก็มีความแน่วแน่เช่นนี้เช่นกัน เขาถึงไม่ได้ย้ายสู่คัมป์นูในที่สุด

เดนนิส เบิร์กแคมป์ (จาก อาแจ็กซ์ ไปยัง บาร์เซโลนา)

เคสนี้จะมาแนวอาจารย์เตือนแล้วลูกศิษย์ไม่ฟังมากกว่า เพราะถ้าหากว่า “ดิ ไอซ์เบิร์ก” ทำตามคำแนะนำของอาจารย์ตัวเอง เขาคงไม่ต้องมานั่งเซ็งกับชีวิตในอิตาลีที่ไม่ราบเรียบเท่าไหร่นัก เดนนิส เบิร์กแคมป์ คือยอดดาวเตะที่มีทักษะการเล่นยอดเยี่ยมอย่างมาก เขารับบทเป็นกองหน้าตัวต่ำในทีม อาแจ็กซ์ แถมยังเป็นเด็กปั้นจากทีมเยาวชนโดยตรง เขาได้รับการสนับสนุนอย่างมาจากตัวของ โยฮัน ครัฟฟ์ สุดยอดตำนานนักเตะทีได้ผันตัวมาเป็นกุนซือ ซึ่งเขาได้รับโอกาสจากครัฟฟ์นี่เองในการผลักดันให้ได้ลงเล่นในทีมชุดใหญ่ของ อาแจ็กซ์

แต่ว่าเมื่อตัวของ ครัฟฟ์ ได้ย้ายไปทำทีม บาร์เซโลนา ในสเปนแล้วนั้น ตัวของ เบิร์กแคมป์ ก็ยังคงเล่นในฮอลแลนด์ต่อไปอีกสักระยะหนึ่ง และช่วงนั้นเขาเองก็ได้รับการทาบทามอย่างมากมายจากทีมชั้นนำหลายๆแห่งที่อยากได้ตัวของเขาไปเล่นด้วย ซึ่งแน่นอนว่ามันมีทั้ง เอซี มิลาน และ บาร์เซโลนา ซึ่งเดาไม่ยากว่าที่บาร์ซ่าสนใจในตัวของกองหน้ารายนี้ ก็เพราะว่า ครัฟฟ์ อยากจะร่วมงานกับศิษย์เก่าฝีเท้าดีของเขารายนี้อีกครั้ง

แต่สิ่งที่น่ามึนงงก็คือ เบิร์กแคมป์ เลือกที่จะย้ายไปเล่นให้กับ อินเตอร์ มิลาน ทีมดังของเซเรียอาที่เวลานั้นกำลังเน้นในการเล่นเกมรับเป็นหลัก มันทำให้ ครัฟฟ์ ถึงกับงงมากที่ลูกศิษย์ตัวเองตัดสินใจเช่นนี้ โดยเขาระบุว่า ถ้าหากว่า เบิร์กแคมป์ จะย้ายจากอาแจ็กซ์ ก็สมควรเลือกทีมที่เน้นเกมรุก และควรพิจารณา บาร์เซโลนา ของเขาเป็นอันดับ 1 หรือไม่เช่นนั้นก็เป็นทีม เอซี มิลาน

และแน่นอนว่าสิ่งที่ครัฟฟ์พูดออกมานั้นถูกต้องจริงๆ “ดิ ไอซ์เบิร์ก” ที่ไม่เลือกบาร์ซ่าหรือมิลาน และเลือกจะย้ายซบ อินเตอร์ เขาเล่นไม่ออก แถมยังเป็นที่เกลียดชังของ รูเบน โซซ่า ดาวยิงชาวอุรุกวัยที่ไม่เคยมองว่าดาวเตะรายนี้เป็นเพื่อนเลย … กว่าที่เขาจะรู้สึกตัวนั้นก็ต้องรอให้ อาร์แซน เวงเกอร์ เทรนเนอร์ของอาร์เซนอล มาดึงตัวไปเล่นด้วยนั่นเอง

คริสเตียโน โรนัลโด้ (จาก แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ไปยัง บาร์เซโลนา)

ไม่อยากเชื่อก็ต้องเชื่อ เพราะดีลนี้เคยเกือบขึ้นมาแล้วจริงๆสำหรับตัวของ คริสเตียโน โรนัลโด้ โคตรกองหน้าซูเปอร์สตาร์ชาวโปรตุเกสที่เวลานี้เป็น 1 ในนักเตะที่ดีที่สุดในโลก และยังเป็นตำนานของสโมสร แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และ เรอัล มาดริด

ว่าแต่ทำไมมันถึงมีข่าวว่าตัวของเขาเคยเกือบจะย้ายไปเล่นให้กับบาร์เซโลนา เราจะต้องเท้าความก่อนว่า ในช่วงหลังจากจบการแข่งขันฟุตบอลโลก 2006 ทีมชาติโปรตุเกสนั้นมีประเด็นดราม่ากับทีมชาติอังกฤษในรอบ 8 ทีมสุดท้าย โดยมันมีจังหวะที่ตัวของ เวย์น รูนีย์ เผลอไปเหยียบ “กะแป๋ง” ของริคาร์โด้ คาร์วัลโญ กองหลังฝีเท้าเด่นของโปรตุเกสเข้าให้ จนกรรมการในเกมนั้นโดนนักเตะโปรตุเกสเข้ามารุมกดดันว่าให้ลงโทษ รูนีย์ โดยเฉพาะกับรายของ โรนัลโด้ ที่เข้ามากดดันโดยที่ไม่สนเลยว่า รูนีย์ ต่อให้เป็นนักเตะของทีมฝั่งตรงข้าม แต่พวกเขาทั้งสองคนคือเพื่อนร่วมสโมสรเดียวกัน

และกรรมการก็ชูใบแดงไล่ รูนีย์ ออกจากสนาม หลังจากนั้นกล้องก็ได้จับภาพมาที่ โรนัลโด้ ทำขยิบตาไปทางฝั่งซุ่มม้านั่งสำรอง ซึ่งมีหลายคนสื่อได้ว่า โรนัลโด้ส่งซิกให้เพื่อนที่ม้านั่งว่าทำสำเร็จแล้วที่ไล่คีย์แมนในแนวรุกของอังกฤษอย่าง รูนีย์ ออกไปจากเกมได้ หลังจากทัวร์นาเมนต์จบลง โรนัลโด้ กลายเป็นที่เกลียดชังของแฟนบอลในอังกฤษ แม้แต่รูนีย์เองก็โกรธเขาเช่นกัน และมันก็มีข่าวหนาหูว่า โรนัลโด้ ที่อาจจะอยู่อังกฤษต่อไปไม่ได้แล้ว ก็เตรียมจะย้ายทีม โดยที่มี บาร์เซโลนา พร้อมเอาตัวของเขาไปเล่นด้วย

แต่คนที่สกัดการย้ายทีมก็คือ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ที่พร้อมสนับสนุนลูกทีมรายนี้เสมอ และรวมถึงเรื่องที่ว่า ครอบครัวของ โรนัลโด้ เป็นแฟนบอลทีม เรอัล มาดริด การจะย้ายไปเล่นให้กับบาร์เซโลนา อาจจะเป็นสิ่งที่ตะขิดตะขวงใจได้ สุดท้ายนั้นเขาก็ไม่ย้ายไป บาร์ซ่า และระเบิดฟอร์มกับผีแดงอย่างยอดเยี่ยมออกมา

อันเดร อาร์ชาวิน (จาก เซนิต เซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ไปยัง บาร์เซโลนา)

รายนี้น่าสงสารมากทีเดียว อ่อยแล้วอ่อยอีก แถมยังระเบิดฟอร์มเก่งได้ในการแข่งขันยูฟ่าคัพนัดชิงชนะเลิศปี 2008 และยังพาทีมชาติรัสเซียเข้ารอบน็อคต์เอาท์ในการแข่งขันฟุตบอลยูโร 2008 ชนิดที่หลายทีมทั่วโลกต้องจับตามองฟอร์มการเล่นของ อันเดร อาร์ชาวิน เพลย์เมกเกอร์กึ่งหน้าต่ำของ เซนิต เลยทีเดียว แต่ว่าสโมสรที่เจ้าตัวโหยหาและอยากย้ายไปเล่นให้มากที่สุดก็คือ บาร์เซโลนา โดยในเวลานั้น บาร์ซ่าเพิ่งจะแต่งตั้ง เป๊ป กวาดิโอลาร์ ขึ้นมาทำทีม และตัวของหน้าต่ำหมายเลข 10 รายนี้ก็อ่อยถึงขั้นว่าถ่ายรูปตัวเองชูเสื้อแข่งขันชุดเหย้าของบาร์เซโลนาในฤดูกาล 2008-09 เลยทีเดียว ว่าเขาเป็นแฟนบอลทีมนี้ และอยากย้ายร่วมทัพ

แต่สุดท้ายนั้น ดีลการย้ายทีมก็ไม่เกิดขึ้น และตัวของ อาร์ชาวิน ต้องรอถึงต้นปี 2009 เขาถึงย้ายไปเล่นในพรีเมียร์ลีกกับอาร์เซนอล

ตามติดบ้านผลบอลและข้อมูลซ็อกเกอร์กันได้ทุกวันที่ บ้านผลบอล99.com

3 เหตุผลที่ “เควิน เดอ บรอยน์” ควรค่าแก่รางวัลนักเตะยอดเยี่ยม PFA

เควิน เดอ บรอยน์ กับรางวัล PFA

ด้วยการแข่งขันในพรีเมียร์ลีกตอนนี้ มันเหลืออีกเพียง 12 เกมเท่านั้น พรีเมียร์ลีกฤดูกาลปัจจุบัน 2019-20 ที่แฟนบอลอย่างเราๆติดตามกันมาตลอด ก็กำลังใกล้จะเข้าไปถึงจุดจบของฤดูกาลนี้แล้ว โดยที่ฤดูกาลนี้มันก็คืออีก 1 ฤดูกาลที่น่าสนใจเป็นอย่างมากเลยทีเดียว ทั้งการแสดงผลงานที่แสนจะโดดเด่นของ ลิเวอร์พูล พวกเขาเป็นทีมที่กำลังมีลุ้นมากที่สุดในการจะได้คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกมาครองในรอบ 30 ปีเลยทีเดียว พวกเขาทิ้งห่างรองจ่าฝูงไปไกลโขแล้วด้วย และอย่างไรก็ตามในช่วงท้ายฤดูการแข่งขัน 2019-20 มันก็ไม่ใช่แค่ว่าเราจะทราบว่า ทีมไหนจะได้ตำแหน่งแชมป์ลีกไปครอง เพราะมันจะมีการตัดสินคะแนนด้วยว่า ผู้เล่นคนไหนจะได้รับรางวัลส่วนบุคคลมากมายอาทิ รองเท้าทองคำ, ถุงมือทองคำ, ผู้เล่นยอดเยี่ยมแห่งปีของ PFA และ ผู้เล่นดาวรุ่งยอดเยี่ยมแห่งปี รวมถึงรางวัล เพลย์เมกเกอร์ยอดเยี่ยมประจำฤดูกาล ใครจะเป็นฝ่ายได้มันไปนอนกอดกันละ ?

เมื่อพูดถึงรางวัลส่วนบุคคลพวกนี้ มันคงไม่มีรางวัลใดจะมีค่าเท่ากับรางวัล “นักเตะยอดเยี่ยมแห่งปีของ PFA“ เพราะเนื่องจากความจริงที่ว่า นักเตะที่จะได้รับรางวัลนี้ จะต้องได้รับการโหวตจากนักฟุตบอลอาชีพด้วยกัน (เท่ากับว่าได้รับการยอมรับ) มันทำให้พวกเขากลายเป็นนักเตะพิเศษของจริงที่สามารถคว้ารางวัลดังกล่าวมาครองได้ รางวัลผู้เล่นยอดเยี่ยมแห่งปีของ PFA เป็นรางวัลที่เริ่มมีการมอบให้นักเตะทุกปีมาตั้งแต่ปี 1974 แล้ว โดยเหล่านักเตะที่ยิ่งใหญ่มากมายหลายต่อหลายคนที่เคยมาเล่นในพรีเมียร์ลีกต่างก็เคยสัมผัสกับมันมาแล้ว ทั้งตัวของ เอเดน อาซาร์ , เธียร์รี อองรี, เวย์น รูนีย์ , คริสเตียโน โรนัลโด้ และรวมถึง สตีเว่น เจอร์ราร์ด ทุกฤดูกาลจะมีผู้ท้าชิงรางวัลนี้กันมากมาย และฤดูกาลนี้ก็จะเป็นอีก 1 ฤดูกาลที่มีนักเตะชั้นนำมากมายจ่อที่จะคว้ามันไปครอง

อย่างไรก็ตาม ยอดนักเตะรายหนึ่งที่สมควรได้รับมันไปครองมากกว่าใครเลยก็คือ เควิน เดอ บรอยน์ เพลย์เมกเกอร์ชาวเบลเยียมที่พลาดมันมาแล้วถึง 2 ฤดูกาล ทั้งๆที่เขาสร้างผลงานที่ดีมาตลอด และหนนี้มันควรจะเป็นทีของเขาบ้างแล้ว ในขณะที่นักเตะชื่อดังรายอื่นๆอย่าง ซาดิโอ มาเน, เจมี วาร์ดี้ และจอร์แดน เฮนเดอร์สัน ก็สมควรได้รับเช่นกัน ว่าแต่ทำไมตัวของ เดอ บรอยน์ ถึงควรค่าแก่การจะได้รับรางวัลอันทรงเกียรตินี้มากที่สุดกันล่ะ เราจะต้องมาลองวิเคราะห์กันหน่อยแล้ว

เขาเป็นผู้เล่นที่มีผลงานสม่ำเสมอมากที่สุดในการเล่นตลอดทั้งฤดูกาล

ความจริงที่ว่า แมนเชสเตอร์ ซิตี้ มีผลงานที่ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ในช่วงฤดูกาลนี้ การจะป้องกันตำแหน่งแชมป์พรีเมียร์ลีกของพวกเขาดูเหมือนกับว่าจะเป็นไปไม่ได้แล้ว พวกเขาพลาดไปหลายเกมจนแทบที่จะไม่มีลุ้นในพรีเมียร์ลีกแล้ว และตอนนี้พวกเขาเพิ่งจะได้ถ้วยแชมป์ คาราบาว คัพ ไปครองแค่ถ้วยเดียวเท่านั้น และถ้าหากว่าพวกเขาไม่สามารถเพิ่มถ้วยแชมป์อย่าง แชมเปี้ยนส์ลีก และถ้วย เอฟเอ คัพ ในฤดูกาลนี้เข้ามาเพิ่มได้ล่ะก็ มันคงจะเป็นฤดูกาลที่แย่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของสโมสรเลยทีเดียว

และมีผู้เล่นของทีม แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่มีผลงานการเล่นที่แสนจะสม่ำเสมอ และยังถือว่าเป็นนักเตะที่ไม่เคยมีผลงานที่ตกไป สามารถแบกทีมได้ และในบรรดาแข้งนักเตะซิตี้ คนที่อยู่ในข่ายนี้อย่างแน่นอนก็คือ เควิน เดอ บรอยน์ จอมทัพพระเอกรายนี้นั่นเอง กองกลางตัวรุกวัย 28 ปีเริ่มต้นการเล่นในฤดูกาลนี้ของเขาด้วยการทำไป 5 แอสซิสต์และยิง 1 ประตูจากการแข่งขันพรีเมียร์ลีก 4 นัดแรกเท่านั้น และจากนั้นเมื่อฟอร์มเจ้าตัวเริ่มเข้าที่มากกว่าเดิม เขาก็ค่อยๆร่ายฟอร์มการเล่นดุจเทวดาออกมาเรื่อยๆจนกลายเป็นจอมทำแอสซิสต์ที่เหนือกว่าใครในทีม

เขาทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมมาตลอด ในขณะที่เพื่อนร่วมทีมของเขาเองก็มีความสุขกับการที่พวกเขาสามารถมีลุ้นในการทำประตูได้เป็นกอบเป็นกำจากการจ่ายบอลของเพลย์เมกเกอร์รายนี้ มิดฟิลด์ตัวรุกทีมชาติเบลเยียม เป็นผู้เล่น “เอาท์ฟิลด์” ที่ได้รับการประคบประงมจาก เป๊ป กวาดิโอลาร์ เทรนเนอร์ชาวคาตาลันเป็นอย่างมาก เพราะในสายตาของ เป๊ป ตัวของมิดฟิลด์รายนี้คือเสาหลักในเกมรุก โดยที่เป๊ปสร้างทีมชุดนี้ขึ้นมาโดยที่มี เดอ บรอยน์ เป็นศูนย์กลางของทีมโดยเฉพาะนั่นเอง

มิดฟิลด์รายนี้ ย้ายจาก โวล์ฟบวร์ก มาเล่นกับทีม แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ในปี 2016 ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกันกับที่ เป๊ป ย้ายจากบาเยิร์น มิวนิค มาทำทีมเช่นกัน และทั้งคู่ต่างฝ่ายต่างก็คุ้นเคยกันมาตั้งแต่มีโอกาสประฝีมือกันในเวทีบุนเดสลีกามาแล้วเช่นกัน กล่าวกันว่าถ้าหากตัวของ เดอ บรอยน์ ไม่มาเจอกับอาการบาดเจ็บไปในบางช่วงล่ะก็ ผลงานของแมนเชสเตอร์ ซิตี้ มันอาจจะออกมาดีกว่านี้ได้เช่นกัน ถ้าหากหยิบเอาความสม่ำเสมอในการเล่นที่ออกมามีผลงานที่ดีแบบนี้มาวัดกันล่ะก็ เดอ บรอยน์ มีโอกาสมากเช่นกันที่จะคว้ารางวัลนักเตะยอดเยี่ยมแห่งปีไปครองในช่วงหลังจบซีซั่น

แอสซิสพุ่งตลอดเวลา

การแสดงผลงานของเขาในฤดูกาลนี้มันไปไกลกว่า “ระดับโลก” แล้ว

ด้วยการทำแอสซิสต์ถึง 16 ครั้งของเขา มันเลยประกันได้เลยว่าอย่างน้อยๆ เดอ บรอยน์ จะได้รับรางวัล เพลย์เมกเกอร์ยอดเยี่ยมแห่งฤดูกาลไปครองเป็นครั้งที่สองในรอบสามปี และก็มีความเป็นไปได้สูงที่เขาจะทำการกวาดรางวัลนักเตะยอดเยี่ยมแห่งปีไปครองได้อีก ถ้าหากว่าเขายังไม่หยุดโชว์ฟอร์มโหดแบบนี้ แม้ว่าเขาอาจจะไม่ได้เป็นนักเตะที่ในสายตาของนักข่าวหรือนักวิจารณ์จะมองว่าเขาเป็นคนที่น่าเกรงขามเหมือนกับเพื่อนร่วมทีมคนอื่นๆของเขาที่จี๊ดจ๊าด ลูกเล่นแพรวพราว มีพลังในการทำประตู และยังใช้ชีวิตนอกสนามดูมีสีสันมากกว่าตัวของเขา แต่ก็ไม่สามารถเถียงได้เช่นกันว่าจอมทัพชาวเบลเยียมเป็นเพลย์เมกเกอร์ที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในโลกลูกหนังในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แต่อาจจะเป็นเพราะ คาแรคเตอร์ของจอมทัพรายนี้ที่เป็นคนนิ่งๆ ขรึมๆ ไม่ค่อยพูดนั่นเองที่ทำให้ตัวของเขาดูจะไม่ค่อยตกเป็นเป้าสนใจมากเท่าที่ควร

อันที่จริงถ้ามองดูสถิติของเขาเฉพาะในเรื่องการจังหวะให้เพื่อนทำประตูในลีก เขายังทำได้มากกว่า ลิโอเนล เมสซี่ จอมทัพผู้ยิ่งใหญ่ของบาร์เซโลนาอีกด้วย โดยสถิติของเขาเริ่มเก็บมาตั้งแต่ระหว่างปี 2013 จนถึงปี 2018 มันแสดงให้เห็นถึงความสามารถของเขา และควรยกย่องฝีเท้าของมิดฟิลด์ตัวรุกรายนี้มากขึ้นจริงๆ สไตล์การเล่นของเพื่อนร่วมทีมที่พร้อมจะเล่นเกมรุก พร้อมจะทำประตู แถมพวกเขายังอยู่รอบตัวของ เดอ บรอยน์ ตลอดเช่นกัน มันทำให้เขามีความคิดที่สร้างสรรค์มากขึ้นว่าสมควรจะผ่านบอลให้เพื่อนร่วมทีมคนไหน ถึงจะมีความหมายที่สุดนั่นเอง กองกลางแบบ เดอ บรอยน์ คือกองกลางที่สมบูรณ์แบบที่สุด และเป็นความฝันของโค้ชหลายคนที่จะมีเขาอยู่ในทีม

แม้ว่าเขาจะมีพลาดในการลงสนามไปบ้างในช่วงกลางฤดูกาลที่ผ่านมา เพราะเนื่องจากปัญหาอาการบาดเจ็บที่เอ็นข้อเท้าของเขา แต่ว่าเจ้าตัวก็รีบเร่งความฟิตจนทำให้เพลย์เมกเกอร์รายนี้กลับมาอยู่ในฟอร์มการเล่นที่ดีที่สุดอีกครั้งในฤดูกาลนี้ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ดันมีผลงานที่ตกต่ำไปในช่วงฤดูกาลนี้เพราะมีหลายนัดที่ตัวของเขาลงไม่ได้ แต่ก็ยังดีที่ว่าพอเจ้าตัวค่อยๆเรียกความฟิตกลับมาได้ เขาก็ช่วยทีมได้ในหลายครั้ง เขาเกือบทำลายอาร์เซนอลทั้งทีมได้ด้วยตัวเขาเองคนเดียว เพราะชัยชนะ 3-0 ในเดือนธันวาคมที่ผ่านมานั้น เขาจัดการทำคนเดียว 2 ประตูและอีก 1 แอสซิสต์ตั้งแต่ใน 40 นาทีแรก และเกือบจะทำแฮททริกได้ด้วย แต่เขาดันยิงไปติดเซฟของ แบรนด์ เลโน มือกาวของอาร์เซนอล

เขาเล่นได้อย่างโดดเด่นในเกมที่เอาชนะ เลสเตอร์ ซิตี้ ด้วยสกอร์ 4-0 ในอีกไม่กี่สัปดาห์ต่อมา และการแสดงผลงานของเขามันก็ทำให้เขาได้รับคำชมจากผู้เชี่ยวชาญด้านฟุตบอล และรวมถึงแฟนบอลด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จากปากของ เจมี่ คาร์ราเกอร์ ที่เรียกเขาว่าเป็นผู้เล่นที่เก่งที่สุดในโลก และยังเป็นผู้เล่นที่ดีที่สุดในพรีเมียร์ลีกด้วย สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่การพูดเกินจริงเลยทีเดียว เมื่อเราดูสถิติทางตัวเลขของเขา ด้วยสถิติการทำแอสซิสต์ 16 ครั้งของเขา ทำให้เขารั้งตำแหน่งนักเตะที่เปิดบอลให้เพื่อนยิงได้มากที่ที่สุด และตอนนี้ก็เหลืออีก 11 นัดเท่านั้นที่ลีกจะจบฤดูกาล เขาอาจจะมีลุ้นทำลายสถิติแอสซิสต์ 20 ครั้งในฤดูกาลเดียวของ เธียร์รี่ อองรี ลงได้เช่นกัน

ถึงเวลาที่ผู้เล่นของ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ จะได้รางวัลทรงเกียรตินี้บ้างแล้ว!

ในทศวรรษที่ผ่านมาไม่มีสโมสรแห่งไหนอีกแล้วที่จะสร้างปรากฏการณ์ที่โดดเด่นในพรีเมียร์ลีกได้เท่ากับทีม แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เพราะแค่เรื่องความสำเร็จทั้งหมดของพวกเขาที่มีแชมป์มากมายก็นับว่ามากกว่าชาวบ้านชาวช่องแล้ว นับตั้งแต่วันที่ เซร์คิโอ อเกวโร ทำประตูชัยที่น่าทึ่งในปี 2012 ส่งผลให้ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก 2011-12 ไปครองนั้น มันทำให้พวกเขาเติบโตมากขึ้น มีความแข็งแกร่งมากขึ้น ในช่วงเวลา 8 ปีที่ผ่านมา หรือถ้านับเป็นจำนวนเลข 2 หลักก็คือในช่วง 10 ปีที่ผ่านมานี้นั้น พวกเขาคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้มากกว่าใครเลยคือ 4 ครั้ง ยิ่งในฤดูกาล 2018-19 ที่พวกเขากวาดแชมป์ทั้งหมดทุกรายการในเกาะอังกฤษได้ทั้งหมด มันก็สมควรแล้วที่พวกเขาจะได้รับการยกย่อง

ในเมื่อทีมเด่นขนาดนี้ แล้วนักเตะที่เด่นอย่าง เควิน เดอ บรอยน์ ถ้าเขาจะพลาดรายการนี้มันก็คงจะใจร้ายเกินไป !

บราวน์ ยก ซานโช่ คล้ายคลึงกับ โรนัลโด้ มากที่สุด

บราวน์ ยก ซานโช่ คล้ายคลึงกับ โรนัลโด้ มากที่สุด

จาร์ดอน ซานโช่ ดาวรุ่งของ โบรุสเซียร์ ดอร์ทมุนด์ จะกลาย เป็นนักเตะที่ยอดเยี่ยมอย่างมากสำหรับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด อดีตนักเตะของสโมสรอย่าง เวส บราวน์ กล่าว โดยเขายกให้ดาวรุ่งรายนี้ เป็นเหมือนกับ คริสเตียนโน่ โรนัลโด้

ซานโช่ ประสบความสำเร็จอย่างมาก นับตั้งแต่ย้ายออกจาก แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ในปี 2017 และไปอยู่กับ โบรุสเซียร์ ดอร์ทมุนด์ และในขณะเดียวกันอดีตนักเตะ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด อยากที่จะให้ดาวรุ่งรายนี้ กลับมาอยู่ เมืองแมนเชสเตอร์ อีกครั้งในช่วงซัมเมอร์นี้

บราวน์ กล่าวกับสื่อว่า “เขาเป็นนักเตะที่มีความสามารถสูง สเต็ปบอล อยู่ในระดับไม่เลว และเราต้องการนักเตะอย่างเขาเนี่ยแหละ พวกเราติดตามผลงานของเขามานานแล้ว และผมเชื่อว่า ถ้าหากเขามาอยู่กับเราจริงๆ เขาจะพาอะไรดีๆมาให้สโมสรเราอย่างแน่นอน และมันจะดีมากๆสำหรับทีมของเรา”

“เราเคยมีนักเตะแบบนี้มาแล้วอย่าง คริสเตียนโน่ โรนัลโด้ และพวกเขาน่าจะเป็นนักเตะประเภทเดียวกัน ที่จะสามารถจัดการกองหลังของฝั่งตรงข้ามได้อย่างง่ายดาย เขาจะเป็นนักเตะประเภทที่ทำให้ฟุตบอล กลายเป็นเกมที่ง่ายขึ้นทันที”

เด ลิกต์ ลั่นเงินไม่ใช่ปัญหาแต่อยู่ที่ความพอใจ

กูรูในวงการฟุตบอลกำลังจับตามองกรณีดิวของ เด ลิกต์ กองหลังดาวรุ่งวัย 19 ปีของอาแจ็ก อัมสเตอร์ดัม กำลังถูกทาบทามจากพิมพ์ใหญ่หลายทีมในยุโรปไม่ว่าจะเป็น เปเอสเซ , ยูเวนเตุส  บาร์เซโลน่าหรือแม้แต่ 2 ทีมยักษ์ใหญ่ของพรีเมียร์ลีกอังกฤษที่ให้ความสนใจนั่นคือ หงส์แดง ลิเวอร์พูล และ แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด

บรรดาทีมยักษ์ใหญ่ที่ยื่นข้อเสนอเข้ามานั้นต่างพร้อมที่จะทุ่มเงินค่าฉีกสัญญาพร้อมออปชั่นเสริมให้กับนักเตะรายนี้ โดยเฉพาะบาร์เซโลน่าที่แสดงออกอย่างชัดเจนกับให้ข่าวว่าปาดหน้าทีมอื่นคว้าตัวนักเตะรายนี้แล้ว

ซึ่งเจ้าตัวได้ให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อหลังจากจบเกมกับทีมชาติ ว่าตอนนี้เขากำลังอยู่ในระหว่างตัดสินใจและเรื่องเงินค่าตัวหรือรายได้ต่างๆนั้นไม่ใช่ปัญหาสำหรับเขาเขาต้องการสิ่งที่ดีที่สุดนั่นคือที่ที่เหมาะสมกับเขาและเขาอยากจะย้ายไปร่วมงานด้วยรวมถึงฤดูกาลนี้

เป็นอะไรที่น่าตื่นเต้นสำหรับเขาและเขาอยู่ในสถานการณ์ที่กำลังสับสนกับทางเลือกใหม่ในอนาคต ซึ่งเจ้าตัวได้กล่าวต่อว่าจากการพูดคุยกับรุ่นพี่อย่าง ไวนัลดุม หรือเพื่อนร่วมทีมชาติคนอื่นๆนั้นต่างเปล่าว่าให้ใช้หัวใจในการเลือกไม่ว่าจะไปที่ไหนก็ตาม

แน่นอนว่ามันเป็นคำแนะนำที่ดีสำหรับเขา เพราะเขาจะต้องมองถึงศักยภาพของตัวเองศักยภาพของทีมที่เขาจะสามารถสร้างความแตกต่างสร้างความโดดเด่น และพร้อมพัฒนาตัวเองได้อย่างต่อเนื่องซึ่งเจ้าตัวบอกว่า บาร์เซโลน่า เองก็ดูจะน่าสนใจและมีนักเตะรุ่นที่ฝีเท้าดีหลายคนหรือแม้แต่ เปเอซเซ ก็ตามแต่การแข่งขันภายในทีม มันจะเป็นการท้าทายความสามารถ และแน่นอนว่าเขาจะต้องเลือกสิ่งที่ดีที่สุดแต่ตอนนี้มันยังไม่ถึงเวลาที่จะต้องตอบคำถามนี้เรายังมีเวลาคิดทบทวน ก็ดูเหมือนว่าเจ้าตัวเองนั้นอย่างลังเลกับหลายข้อเสนอและกำลังคิดอยู่ว่าที่ไหนจะเหมาะสมที่สุดสำหรับเขางานนี้ก็คงจะต้องลุ้นกันต่อ