หน้าที่ เอ็ด สำหรับการมองหา ซลาตัน ของผีแดง

หน้าที่ เอ็ด สำหรับการมองหา ซลาตัน ของผีแดง

เอ็ด วู้ดเวิร์ด รองประธานสโมสร แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด อาจจะต้องทำงานอย่างหนักในตลาดซื้อขายนักเตะรอบนี้ สำหรับการยกระดับการเล่นของทีม ท่ามกลางการระบาดของไวรัสโควิด-19 ในช่วงที่ผ่านมา และทำให้ทีมได้รับผลกระทบทางด้านการเงิน และแน่นอนว่าคือเงินที่จะนำไปใช้ในการเสริมทัพนักเตะด้วย

โอเล่ กุนนาร์ โซลชา พาทีมไปเล่นฟุตบอลยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ฤดูกาลหน้าได้สำเร็จ ถือว่าทีมบรรลุเป้าหมายในระดับนึง แต่เมื่อย้อนไปดูเกมที่แมนฯ ยูไนเต็ดพ่ายแพ้ให้กับเซบีย่า ในยูฟ่า ยูโรป้าลีก รอบรองชนะเลิศที่ผ่านมา บ่งบอกได้เลยว่าทีมขาดนักเตะที่มีประสบการณ์อย่างชัดเจน เมื่อทีมมีรูปเกมที่ดี และยังสามารถขึ้นนำในเกมดังกล่าวได้ก่อน แต่สุดท้ายก็เจอกับทีเด็ดของทีมจากสเปนและดูจะถูกโฉลกกับรายการนี้

โอเดี้ยน อิกาโล่ ถูกยืดสัญญายืมตัวออกไปจนถึงเดือนมกราคมปี 2021 แต่ดูเหมือนว่าดาวยิงชาวไนจีเรียจะไม่ได้รับความไว้วางใจจากโซลชาสักเท่าไหร่ เมื่อมองไปยังการเปลี่ยนตัวของนักเตะที่กรุงลิสบอนล่าสุด และนั่นอาจจะเป็นเหตุผลที่ทำให้ วู้ดเวิร์ด ต้องเดินเรื่องเพื่อมองหากองหน้าตัวเก๋ารายใหม่เข้ามาสู่ทีม และก็เป็น เอดินสัน คาวานี่ ดาวยิงชาวอุรุกวัยที่หมดสัญญากับ ปารีส แซงต์ แชร์กแมง ในซัมเมอร์นี้

ซลาตัน อิบราฮิโมวิช เคยประสบความสำเร็จในการเล่นให้กับทีม แม้จะลงเล่นให้กับแมนฯ ยูไนเต็ดไปเพียง 18 เดือน แต่ดาวยิงชาวสวีเดนก็สามารถทำผลงานที่ยอดเยี่ยมออกมาได้ ช่วยให้ทีมคว้าแชมป์ยูโรป้าลีก, ลีก คัพ และคอมมิวนิตี้ ชิลด์ มาได้สำเร็จ นอกจากผลงานในสนามแล้ว ทั้งแรงกระตุ้น, แรงจูงใจ และสิ่งที่นักเตะวัยเก๋ามีนอกสนาม ก็ยังเป็นสิ่งที่ช่วยทีมได้เช่นเดียวกัน

แม้ว่าอิกาโล่จะมีใจรักปีศาจแดง แต่ดาวยิงวัย 31 ปี ก็ทำไปได้เพียง 5 ประตู จากการลงสนามให้กับทีม นับตั้งแต่ย้ายมาร่วมทีมในเดือนมกราคมที่ผ่านมา ในขณะที่โซลชากำลังให้ความสำคัญกับการพัฒนาของดาวรุ่งในแนวรุกเวลานี้ ทำให้เป็นเรื่องยากที่จะมาหาการเซ็นสัญญานักเตะตัวเป้งๆ มาร่วมทีม เมื่ออองโตนี่ มาร์กซิยาล, มาร์คัส แรชฟอร์ด และเมสัน กรีนวู้ด ได้ลงสนามอย่างต่อเนื่อง และจะส่งผลดีในระยะยาว

คาวานี่จึงกลายเป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับแมนฯ ยูไนเต็ด เมื่อดาวยิงวัย 33 ปี อยู่ในช่วงท้ายการค้าแข้ง แต่ก็ยังมีสกิลการทำประตูที่ดี เมื่อพกกับตำแหน่งดาวยิงสูงสุดตลอดกาลของเปแอสเช ทำได้ 200 ประตู จากการลงสนาม 301 เกมรวมทุกรายการ และเชื่อว่านักเตะจะเข้ามาเป็นส่วนผสมสำหรับทีมดาวรุ่งได้อย่างลงตัว เหมือนกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับอิบราฮิโมวิช

3 เหตุผลที่ “เควิน เดอ บรอยน์” ควรค่าแก่รางวัลนักเตะยอดเยี่ยม PFA

เควิน เดอ บรอยน์ กับรางวัล PFA

ด้วยการแข่งขันในพรีเมียร์ลีกตอนนี้ มันเหลืออีกเพียง 12 เกมเท่านั้น พรีเมียร์ลีกฤดูกาลปัจจุบัน 2019-20 ที่แฟนบอลอย่างเราๆติดตามกันมาตลอด ก็กำลังใกล้จะเข้าไปถึงจุดจบของฤดูกาลนี้แล้ว โดยที่ฤดูกาลนี้มันก็คืออีก 1 ฤดูกาลที่น่าสนใจเป็นอย่างมากเลยทีเดียว ทั้งการแสดงผลงานที่แสนจะโดดเด่นของ ลิเวอร์พูล พวกเขาเป็นทีมที่กำลังมีลุ้นมากที่สุดในการจะได้คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกมาครองในรอบ 30 ปีเลยทีเดียว พวกเขาทิ้งห่างรองจ่าฝูงไปไกลโขแล้วด้วย และอย่างไรก็ตามในช่วงท้ายฤดูการแข่งขัน 2019-20 มันก็ไม่ใช่แค่ว่าเราจะทราบว่า ทีมไหนจะได้ตำแหน่งแชมป์ลีกไปครอง เพราะมันจะมีการตัดสินคะแนนด้วยว่า ผู้เล่นคนไหนจะได้รับรางวัลส่วนบุคคลมากมายอาทิ รองเท้าทองคำ, ถุงมือทองคำ, ผู้เล่นยอดเยี่ยมแห่งปีของ PFA และ ผู้เล่นดาวรุ่งยอดเยี่ยมแห่งปี รวมถึงรางวัล เพลย์เมกเกอร์ยอดเยี่ยมประจำฤดูกาล ใครจะเป็นฝ่ายได้มันไปนอนกอดกันละ ?

เมื่อพูดถึงรางวัลส่วนบุคคลพวกนี้ มันคงไม่มีรางวัลใดจะมีค่าเท่ากับรางวัล “นักเตะยอดเยี่ยมแห่งปีของ PFA“ เพราะเนื่องจากความจริงที่ว่า นักเตะที่จะได้รับรางวัลนี้ จะต้องได้รับการโหวตจากนักฟุตบอลอาชีพด้วยกัน (เท่ากับว่าได้รับการยอมรับ) มันทำให้พวกเขากลายเป็นนักเตะพิเศษของจริงที่สามารถคว้ารางวัลดังกล่าวมาครองได้ รางวัลผู้เล่นยอดเยี่ยมแห่งปีของ PFA เป็นรางวัลที่เริ่มมีการมอบให้นักเตะทุกปีมาตั้งแต่ปี 1974 แล้ว โดยเหล่านักเตะที่ยิ่งใหญ่มากมายหลายต่อหลายคนที่เคยมาเล่นในพรีเมียร์ลีกต่างก็เคยสัมผัสกับมันมาแล้ว ทั้งตัวของ เอเดน อาซาร์ , เธียร์รี อองรี, เวย์น รูนีย์ , คริสเตียโน โรนัลโด้ และรวมถึง สตีเว่น เจอร์ราร์ด ทุกฤดูกาลจะมีผู้ท้าชิงรางวัลนี้กันมากมาย และฤดูกาลนี้ก็จะเป็นอีก 1 ฤดูกาลที่มีนักเตะชั้นนำมากมายจ่อที่จะคว้ามันไปครอง

อย่างไรก็ตาม ยอดนักเตะรายหนึ่งที่สมควรได้รับมันไปครองมากกว่าใครเลยก็คือ เควิน เดอ บรอยน์ เพลย์เมกเกอร์ชาวเบลเยียมที่พลาดมันมาแล้วถึง 2 ฤดูกาล ทั้งๆที่เขาสร้างผลงานที่ดีมาตลอด และหนนี้มันควรจะเป็นทีของเขาบ้างแล้ว ในขณะที่นักเตะชื่อดังรายอื่นๆอย่าง ซาดิโอ มาเน, เจมี วาร์ดี้ และจอร์แดน เฮนเดอร์สัน ก็สมควรได้รับเช่นกัน ว่าแต่ทำไมตัวของ เดอ บรอยน์ ถึงควรค่าแก่การจะได้รับรางวัลอันทรงเกียรตินี้มากที่สุดกันล่ะ เราจะต้องมาลองวิเคราะห์กันหน่อยแล้ว

เขาเป็นผู้เล่นที่มีผลงานสม่ำเสมอมากที่สุดในการเล่นตลอดทั้งฤดูกาล

ความจริงที่ว่า แมนเชสเตอร์ ซิตี้ มีผลงานที่ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ในช่วงฤดูกาลนี้ การจะป้องกันตำแหน่งแชมป์พรีเมียร์ลีกของพวกเขาดูเหมือนกับว่าจะเป็นไปไม่ได้แล้ว พวกเขาพลาดไปหลายเกมจนแทบที่จะไม่มีลุ้นในพรีเมียร์ลีกแล้ว และตอนนี้พวกเขาเพิ่งจะได้ถ้วยแชมป์ คาราบาว คัพ ไปครองแค่ถ้วยเดียวเท่านั้น และถ้าหากว่าพวกเขาไม่สามารถเพิ่มถ้วยแชมป์อย่าง แชมเปี้ยนส์ลีก และถ้วย เอฟเอ คัพ ในฤดูกาลนี้เข้ามาเพิ่มได้ล่ะก็ มันคงจะเป็นฤดูกาลที่แย่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของสโมสรเลยทีเดียว

และมีผู้เล่นของทีม แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่มีผลงานการเล่นที่แสนจะสม่ำเสมอ และยังถือว่าเป็นนักเตะที่ไม่เคยมีผลงานที่ตกไป สามารถแบกทีมได้ และในบรรดาแข้งนักเตะซิตี้ คนที่อยู่ในข่ายนี้อย่างแน่นอนก็คือ เควิน เดอ บรอยน์ จอมทัพพระเอกรายนี้นั่นเอง กองกลางตัวรุกวัย 28 ปีเริ่มต้นการเล่นในฤดูกาลนี้ของเขาด้วยการทำไป 5 แอสซิสต์และยิง 1 ประตูจากการแข่งขันพรีเมียร์ลีก 4 นัดแรกเท่านั้น และจากนั้นเมื่อฟอร์มเจ้าตัวเริ่มเข้าที่มากกว่าเดิม เขาก็ค่อยๆร่ายฟอร์มการเล่นดุจเทวดาออกมาเรื่อยๆจนกลายเป็นจอมทำแอสซิสต์ที่เหนือกว่าใครในทีม

เขาทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมมาตลอด ในขณะที่เพื่อนร่วมทีมของเขาเองก็มีความสุขกับการที่พวกเขาสามารถมีลุ้นในการทำประตูได้เป็นกอบเป็นกำจากการจ่ายบอลของเพลย์เมกเกอร์รายนี้ มิดฟิลด์ตัวรุกทีมชาติเบลเยียม เป็นผู้เล่น “เอาท์ฟิลด์” ที่ได้รับการประคบประงมจาก เป๊ป กวาดิโอลาร์ เทรนเนอร์ชาวคาตาลันเป็นอย่างมาก เพราะในสายตาของ เป๊ป ตัวของมิดฟิลด์รายนี้คือเสาหลักในเกมรุก โดยที่เป๊ปสร้างทีมชุดนี้ขึ้นมาโดยที่มี เดอ บรอยน์ เป็นศูนย์กลางของทีมโดยเฉพาะนั่นเอง

มิดฟิลด์รายนี้ ย้ายจาก โวล์ฟบวร์ก มาเล่นกับทีม แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ในปี 2016 ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกันกับที่ เป๊ป ย้ายจากบาเยิร์น มิวนิค มาทำทีมเช่นกัน และทั้งคู่ต่างฝ่ายต่างก็คุ้นเคยกันมาตั้งแต่มีโอกาสประฝีมือกันในเวทีบุนเดสลีกามาแล้วเช่นกัน กล่าวกันว่าถ้าหากตัวของ เดอ บรอยน์ ไม่มาเจอกับอาการบาดเจ็บไปในบางช่วงล่ะก็ ผลงานของแมนเชสเตอร์ ซิตี้ มันอาจจะออกมาดีกว่านี้ได้เช่นกัน ถ้าหากหยิบเอาความสม่ำเสมอในการเล่นที่ออกมามีผลงานที่ดีแบบนี้มาวัดกันล่ะก็ เดอ บรอยน์ มีโอกาสมากเช่นกันที่จะคว้ารางวัลนักเตะยอดเยี่ยมแห่งปีไปครองในช่วงหลังจบซีซั่น

แอสซิสพุ่งตลอดเวลา

การแสดงผลงานของเขาในฤดูกาลนี้มันไปไกลกว่า “ระดับโลก” แล้ว

ด้วยการทำแอสซิสต์ถึง 16 ครั้งของเขา มันเลยประกันได้เลยว่าอย่างน้อยๆ เดอ บรอยน์ จะได้รับรางวัล เพลย์เมกเกอร์ยอดเยี่ยมแห่งฤดูกาลไปครองเป็นครั้งที่สองในรอบสามปี และก็มีความเป็นไปได้สูงที่เขาจะทำการกวาดรางวัลนักเตะยอดเยี่ยมแห่งปีไปครองได้อีก ถ้าหากว่าเขายังไม่หยุดโชว์ฟอร์มโหดแบบนี้ แม้ว่าเขาอาจจะไม่ได้เป็นนักเตะที่ในสายตาของนักข่าวหรือนักวิจารณ์จะมองว่าเขาเป็นคนที่น่าเกรงขามเหมือนกับเพื่อนร่วมทีมคนอื่นๆของเขาที่จี๊ดจ๊าด ลูกเล่นแพรวพราว มีพลังในการทำประตู และยังใช้ชีวิตนอกสนามดูมีสีสันมากกว่าตัวของเขา แต่ก็ไม่สามารถเถียงได้เช่นกันว่าจอมทัพชาวเบลเยียมเป็นเพลย์เมกเกอร์ที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในโลกลูกหนังในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แต่อาจจะเป็นเพราะ คาแรคเตอร์ของจอมทัพรายนี้ที่เป็นคนนิ่งๆ ขรึมๆ ไม่ค่อยพูดนั่นเองที่ทำให้ตัวของเขาดูจะไม่ค่อยตกเป็นเป้าสนใจมากเท่าที่ควร

อันที่จริงถ้ามองดูสถิติของเขาเฉพาะในเรื่องการจังหวะให้เพื่อนทำประตูในลีก เขายังทำได้มากกว่า ลิโอเนล เมสซี่ จอมทัพผู้ยิ่งใหญ่ของบาร์เซโลนาอีกด้วย โดยสถิติของเขาเริ่มเก็บมาตั้งแต่ระหว่างปี 2013 จนถึงปี 2018 มันแสดงให้เห็นถึงความสามารถของเขา และควรยกย่องฝีเท้าของมิดฟิลด์ตัวรุกรายนี้มากขึ้นจริงๆ สไตล์การเล่นของเพื่อนร่วมทีมที่พร้อมจะเล่นเกมรุก พร้อมจะทำประตู แถมพวกเขายังอยู่รอบตัวของ เดอ บรอยน์ ตลอดเช่นกัน มันทำให้เขามีความคิดที่สร้างสรรค์มากขึ้นว่าสมควรจะผ่านบอลให้เพื่อนร่วมทีมคนไหน ถึงจะมีความหมายที่สุดนั่นเอง กองกลางแบบ เดอ บรอยน์ คือกองกลางที่สมบูรณ์แบบที่สุด และเป็นความฝันของโค้ชหลายคนที่จะมีเขาอยู่ในทีม

แม้ว่าเขาจะมีพลาดในการลงสนามไปบ้างในช่วงกลางฤดูกาลที่ผ่านมา เพราะเนื่องจากปัญหาอาการบาดเจ็บที่เอ็นข้อเท้าของเขา แต่ว่าเจ้าตัวก็รีบเร่งความฟิตจนทำให้เพลย์เมกเกอร์รายนี้กลับมาอยู่ในฟอร์มการเล่นที่ดีที่สุดอีกครั้งในฤดูกาลนี้ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ดันมีผลงานที่ตกต่ำไปในช่วงฤดูกาลนี้เพราะมีหลายนัดที่ตัวของเขาลงไม่ได้ แต่ก็ยังดีที่ว่าพอเจ้าตัวค่อยๆเรียกความฟิตกลับมาได้ เขาก็ช่วยทีมได้ในหลายครั้ง เขาเกือบทำลายอาร์เซนอลทั้งทีมได้ด้วยตัวเขาเองคนเดียว เพราะชัยชนะ 3-0 ในเดือนธันวาคมที่ผ่านมานั้น เขาจัดการทำคนเดียว 2 ประตูและอีก 1 แอสซิสต์ตั้งแต่ใน 40 นาทีแรก และเกือบจะทำแฮททริกได้ด้วย แต่เขาดันยิงไปติดเซฟของ แบรนด์ เลโน มือกาวของอาร์เซนอล

เขาเล่นได้อย่างโดดเด่นในเกมที่เอาชนะ เลสเตอร์ ซิตี้ ด้วยสกอร์ 4-0 ในอีกไม่กี่สัปดาห์ต่อมา และการแสดงผลงานของเขามันก็ทำให้เขาได้รับคำชมจากผู้เชี่ยวชาญด้านฟุตบอล และรวมถึงแฟนบอลด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จากปากของ เจมี่ คาร์ราเกอร์ ที่เรียกเขาว่าเป็นผู้เล่นที่เก่งที่สุดในโลก และยังเป็นผู้เล่นที่ดีที่สุดในพรีเมียร์ลีกด้วย สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่การพูดเกินจริงเลยทีเดียว เมื่อเราดูสถิติทางตัวเลขของเขา ด้วยสถิติการทำแอสซิสต์ 16 ครั้งของเขา ทำให้เขารั้งตำแหน่งนักเตะที่เปิดบอลให้เพื่อนยิงได้มากที่ที่สุด และตอนนี้ก็เหลืออีก 11 นัดเท่านั้นที่ลีกจะจบฤดูกาล เขาอาจจะมีลุ้นทำลายสถิติแอสซิสต์ 20 ครั้งในฤดูกาลเดียวของ เธียร์รี่ อองรี ลงได้เช่นกัน

ถึงเวลาที่ผู้เล่นของ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ จะได้รางวัลทรงเกียรตินี้บ้างแล้ว!

ในทศวรรษที่ผ่านมาไม่มีสโมสรแห่งไหนอีกแล้วที่จะสร้างปรากฏการณ์ที่โดดเด่นในพรีเมียร์ลีกได้เท่ากับทีม แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เพราะแค่เรื่องความสำเร็จทั้งหมดของพวกเขาที่มีแชมป์มากมายก็นับว่ามากกว่าชาวบ้านชาวช่องแล้ว นับตั้งแต่วันที่ เซร์คิโอ อเกวโร ทำประตูชัยที่น่าทึ่งในปี 2012 ส่งผลให้ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก 2011-12 ไปครองนั้น มันทำให้พวกเขาเติบโตมากขึ้น มีความแข็งแกร่งมากขึ้น ในช่วงเวลา 8 ปีที่ผ่านมา หรือถ้านับเป็นจำนวนเลข 2 หลักก็คือในช่วง 10 ปีที่ผ่านมานี้นั้น พวกเขาคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้มากกว่าใครเลยคือ 4 ครั้ง ยิ่งในฤดูกาล 2018-19 ที่พวกเขากวาดแชมป์ทั้งหมดทุกรายการในเกาะอังกฤษได้ทั้งหมด มันก็สมควรแล้วที่พวกเขาจะได้รับการยกย่อง

ในเมื่อทีมเด่นขนาดนี้ แล้วนักเตะที่เด่นอย่าง เควิน เดอ บรอยน์ ถ้าเขาจะพลาดรายการนี้มันก็คงจะใจร้ายเกินไป !

เนย์มาร์, เอ็มบั๊ปเป้, กรีนวู้ด พัฒนาไประดับ เมสซี่, โรนัลโด้

เนย์มาร์, เอ็มบั๊ปเป้, กรีนวู้ด พัฒนาไประดับ เมสซี่, โรนัลโด้

ตลอดทศวรรษที่ผ่านมา ลีโอเนล เมสซี่ และ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ต่างครองความยิ่งใหญ่ของโลกฟุตบอลได้แบบผูกขาด กับความสำเร็จที่ยอดเยี่ยมหลังทั้งคู่แสดงศักยภาพออกมาให้ได้เห็นไปทั่วโลก กับสถิติส่วนตัว และการช่วยทีมคว้าแชมป์ โดยทั้งคู่คว้ารางวัลนักเตะยอดเยี่ยมบัลลง ดอร์ ไปคนละ 5 สมัย ก่อนที่ ลูก้า โมดริช จะหยุดสถิติดังกล่าวในปี 2018

เมสซี่คว้ารางวัลบัลลง ดอร์ สมัยที่ 6 ไปเมื่อปีที่แล้ว โดยปัจจุบันเจ้าตัวเข้าสู่วัย 33 ปี ในขณะที่โรนัลโด้อายุ 35 ปีแล้ว ซึ่งเหลือเวลาในวงการฟุตบอลไม่นานนัก ดิมิทาร์ เบอร์บาตอฟ อดีตกองหน้าของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ออกมากล่าวถึงความคาดหวังกับช่วงเวลาดังกล่าว หากสองสตาร์แขวนสตั๊ดเลิกเล่นฟุตบอล

เนย์มาร์, คิลิยัน เอ็มบั๊ปเป้ และเมสัน กรีนวู้ด เป็นรายชื่อนักเตะที่เบอร์บาตอฟเชื่อว่าสามารถพัฒนาการเล่นไปอยู่ในระดับเดียวกับเมสซี่และโรนัลโด้ในอนาคตได้

เนย์มาร์และเอ็มบั๊ปเป้ เป็นสองดาวยิงของปารีส แซงต์ แชร์กแมง และต่างได้รับการยกย่องไปมากมายในเวลานี้ โดยติดใน 5 ลำดับแรกของนักเตะที่ดีที่สุดในโลก ส่วนกรีนวู้ดวัย 18 ปี เพิ่งจะได้รับโอกาสลงสนามจากโอเล่ กุนนาร์ โซลชา อย่างสม่ำเสมอในฤดูกาลนี้ และทำไปได้ 15 ประตู จากการลงสนามรวมทุกรายการ

เบอร์บาตอฟ ถูกถามถึงเพื่อนเก่าอย่างโรนัลโด้ที่เคยเล่นด้วยกันในโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด และอดีตกองหน้าทีมชาติบัลแกเรียกล่าวว่า “เขาอยู่กับทีมมา 2 ปีแล้ว คริสเตียโน่ โรนัลโด้ กับการเซ็นสัญญามายังยูเวนตุส ไม่มีใครสามารถพูดได้ว่า เขาไม่ได้ทำสิ่งที่มหัศจรรย์ที่อิตาลี โดยเฉพาะเมื่อมองถึงอายุของเขา เขาอายุ 35 ปี โอ้วพระเจ้าช่วย เขายังเล่นในระดับนี้ได้ และเขาก็ทำได้อย่างน่าเหลือเชื่อ”

“เขาดูแลตัวเองได้ดีมากและทำได้ดีกว่าใคร คุณต้องทำงานหนักมากเพื่อให้มีสภาพร่างกายเหมือนกับเขา เมสซี่และโรนัลโด้เป็นเหมือนกับทรัพย์สมบัติของวงการฟุตบอล พวกเขาพิเศษมากๆ มันจะเป็นวันที่มืดมนเอามากๆ ของโลกฟุตบอล เมื่อโรนัลโด้เลิกเล่นฟุตบอล แม้แต่คนไม่ชอบเขา แต่พวกเขาก็ล้วนชื่นชมเขา หากวันนั้นมาถึง แต่ผมก็หวังว่าวันนั้นมันจะยังไม่มาถึง กับวันที่เขาเลิกเล่น กับนักเตะคนอื่นที่จะเข้ามาแทนที่เขา เหมือนกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับเปเล่และมาราโดน่า มันเป็นวัฏจักร”

“พวกเรามีเนย์มาร์, เอ็มบั๊ปเป้ และกรีนวู้ด กับนักเตะดาวรุ่งอีกมากมาย นั่นคือสิ่งที่หวังว่าพวกเขาจะพัฒนาไปอยู่ในระดับของเมสซี่และโรนัลโด้ได้ มันน่าเหลือเชื่อมากๆ หากมันเป็นไปได้”

สืบทอดตำนาน ระหว่าง คริสเตียโน โรนัลโด้ กับ หลุยส์ ฟิโก้

สืบทอดตำนาน ระหว่าง คริสเตียโน โรนัลโด้ กับ หลุยส์ ฟิโก้

เปลี่ยนจาก ข่าวบอล มาอ่านสาระของตำนานรายหนึ่งกันหน่อย ด้วยความที่เป็นปีกดีกรี บัลลงดอร์ และยังคว้าแชมป์มาแล้วสารพัด เป็นตำนานเบอร์ 7 ผู้ยิ่งใหญ่ของทีมชาติโปรตุเกส เคยประสบความสำเร็จอย่างสูงทั้งกับ บาร์เซโลนา , เรอัล มาดริด และ อินเตอร์ มิลาน มันก็ไม่น่าแปลกใจที่แฟนบอลหลายคนจะคาดหวังว่าสักวันหนึ่ง จะมีนักเตะตำแหน่งปีกที่จะก้าวขึ้นมาสานต่อตำนานของ หลุยส์ ฟิโก้ ยอดปีกดีกรีทีมชาติโปรตุเกส แถมยังเป็นกัปตันทีมชาติโปรตุเกสอีกด้วย

ถ้าหากคุณผ่านการดูฟุตบอลในช่วงกลางยุค 90 มานั้น คุณจะต้องคุ้นเคยกับลีลาการเล่นของปีกร่างสูง ที่โลดแล่นอยู่ทางฝั่งขวา เลี้ยงบอลคล่อง มีลีลาการเล่นที่สวยงาม เต็มไปด้วยชั้นเชิง แม้ว่าจะทำประตูไม่ได้เยอะมากเท่าไหร่ แต่เขาคือปีกที่ถ้าหากว่าเกิดวันไหนเขาอยากยิงประตูขึ้นมาล่ะก็ ลูกยิงที่เขาซัลโวนั้นจะเป็นลูกยิงสวยๆติดท๊อปลูกยิงยอดเยี่ยมได้เลย มันแฝงไปด้วยศิลปะอย่างยิ่ง

แล้วก็ไม่เพียงเท่านั้น เขายังเลี้ยงบอลติดเท้า แย่งยาก มีเทคนิคในการสับขาหลอก ใช้ลูกเล่นที่เพลินตา และยังเปิดบอลแม่นยำราวจับวาง เป็นตัวแอสซิสต์ชั้นยอด เรียกได้ว่า ฟิโก้ เป็นปีกเทคนิคสูง ไม่ได้เร็วเป็นพายุ แต่ก็มีคลาสบอลชั้นสูง และเมื่อมีการส่งไม้ต่อมาที่ คริสเตียโน โรนัลโด้ ดาวเตะรายนี้ มีสไตล์การเล่นแตกต่างจากรุ่นพี่มากพอสมควร เขาไม่เหมือนฟิโก้ เขาไม่ได้เป็นนักเตะที่เปิดบอลแม่นยำราวจับวางหรือมีความเป็นเพลย์เมกเกอร์ แต่เขาเป็นปีกที่มีความเป็นสไตรเกอร์ในตัวสูงมาก ยิงคมกริบทั้งซ้ายและขวา ลูกโหม่ง ทรงพลัง มีร่างกายที่แข็งแกร่ง เต็มไปด้วยมัดกล้ามเนื้อ

โรนัลโด้ สืบต่อเสื้อหมายเลข 7 และปลอกแขนกัปตันทีมต่อจากฟิโก้โดยตรง และในปัจจุบัน “นิวฟิโก้” รายนี้ ไปไกลกว่ารุ่นพี่ของเขาแล้ว เขาสัมผัสกับแชมป์ในระดับสโมสรมาหมดแล้ว และยังได้ “บัลลงดอร์” ไปนอนกอดถึง 5 สมัย ในขณะที่ ฟิโก้ ทำได้แค่สมัยเดียวเท่านั้น

เดอ บรอยน์ คือนักเตะที่อยู่ในระดับเดียวกับ โรนัลโด้, เมสซี่, เอ็มบั๊ปเป้

เดอ บรอยน์ คือนักเตะที่อยู่ในระดับเดียวกับ โรนัลโด้, เมสซี่, เอ็มบั๊ปเป้

แจ็ค กรีลิช กองกลางตัวเก่งของแอสตัน วิลล่า ออกมากล่าวยกย่อง เควิน เดอ บรอยน์ เพลย์เมกเกอร์ของ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ โดยเชื่อว่า นักเตะสามารถทำได้ทุกอย่าง และควรจะได้รับการยกย่องให้อยู่ในระดับเดียวกับ ลีโอเนล เมสซี่, คริสเตียโน่ โรนัลโด้ และคิลิยัน เอ็มบั๊ปเป้

กรีลิชเป็นหนึ่งในนักเตะที่โชว์ฟอร์มกับวิลล่าออกมาได้อย่างโดดเด่นในฤดูกาลนี้ แม้ทีมจะต้องลุ้นหนีตกชั้นจากพรีเมียร์ลีก โดยเป็นแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ของโอเล่ กุนนาร์ โซลชา ที่ต้องการคว้าตัวไปยังโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด และคาดว่านักเตะมีโอกาสสูงที่จะได้ย้ายออกจากวิลล่า พาร์ค ในช่วงซัมเมอร์

แต่อย่างไรก็ตาม กรีลิช ได้ออกมากล่าวชื่นชมเดอ บรอยน์ ถึงการเป็นส่วนหนึ่งของเกมการแข่งขัน และมีศักยภาพที่จะทำทุกอย่างในสนามให้ออกมายอดเยี่ยม และดาวเตะชาวอังกฤษเลือกเดอ บรอยน์ เป็นไอดอลของเขา

กรีลิช กล่าวว่า “เดอ บรอยน์! ผมรักเขา ผมคิดว่าเขาเป็นนักเตะที่น่าเหลือเชื่อ และผมพยายามทำเกมของผมให้ได้เหมือนกับเขา โดยเฉพาะเมื่อตอนที่เขาลงเล่นในตำแหน่งหมายเลข 8 ผมคิดว่า เดอ บรอยน์มีทุกอย่างเพียบพร้อม เขามีสิ่งต่างๆ มากมายในตัวเขา แต่เขาไม่ได้รับเครดิตอย่างเพียงพอ เขาเป็นนักเตะที่ดีที่สุดในพรีเมียร์ลีก และเขาขึ้นไปอยู่ในระดับเดียวกับลีโอเนล เมสซี่, คริสเตียโน่ โรนัลโด้ และคิลิยัน เอ็มบั๊ปเป้ในเวลานี้”

กรีลิชยังกล่าวถึงความมุ่งมั่นในการกลับมาแข่งขันฟุตบอลพรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2019-20 อีกครั้ง หลังถูกหยุดมาตั้งแต่กลางเดือนมีนาคม เนื่องจากการระบาดของไวรัสโควิด-19 ในขณะที่พรีเมียร์ลีกตั้งเป้าที่จะกลับมาแข่งขันอีกครั้งในวันที่ 17 มิถุนายน และดาวเตะวัย 24 ปี กล่าวว่า “ผมคิดว่า ทุกคนกำลังเฝ้ามองเกมเหล่านั้นทางโทรทัศน์ และผมรู้สึกว่า มันเป็นแรงกระตุ้นสำหรับผม มันเป็นเกมใหญ่ที่ทุกคนเฝ้ารอ”

“พวกเรายังมีอีก 10 เกมที่สำคัญมากๆ และผมคิดว่า เกมแรกมันสำคัญมาก ถ้าสุดท้ายพวกเราชนะได้ มันจะทำให้พวกเรากระโดดออกจากโซนตกชั้นได้ ทุกคนรู้ว่ามันเป็นเรื่องยาก แต่พวกเรามีความมั่นใจ และพวกเราจะกลับมาได้แน่นอน เมื่อพวกเรากลับมาฟิตแบบเดิม”

“ผมไม่ได้ต้องการพูดถึงใครในทิศทางที่ไม่ดี ผมยอมรับว่า มันเป็นความกดดันสำหรับตัวผม ผมรักความเป็นจริง กับการเป็นกัปตันทีมของสโมสร พวกเราต้องการประสบความสำเร็จกับเป้าหมายของพวกเราในฤดูกาลนี้ พวกเราต้องต่อสู้กับไวรัส พวกเราทุกคนต้องช่วยกัน สำหรับการต่อสู้กับทุกๆ อย่างที่พวกเราต้องเผชิญ”

บราวน์ ยก ซานโช่ คล้ายคลึงกับ โรนัลโด้ มากที่สุด

บราวน์ ยก ซานโช่ คล้ายคลึงกับ โรนัลโด้ มากที่สุด

จาร์ดอน ซานโช่ ดาวรุ่งของ โบรุสเซียร์ ดอร์ทมุนด์ จะกลาย เป็นนักเตะที่ยอดเยี่ยมอย่างมากสำหรับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด อดีตนักเตะของสโมสรอย่าง เวส บราวน์ กล่าว โดยเขายกให้ดาวรุ่งรายนี้ เป็นเหมือนกับ คริสเตียนโน่ โรนัลโด้

ซานโช่ ประสบความสำเร็จอย่างมาก นับตั้งแต่ย้ายออกจาก แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ในปี 2017 และไปอยู่กับ โบรุสเซียร์ ดอร์ทมุนด์ และในขณะเดียวกันอดีตนักเตะ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด อยากที่จะให้ดาวรุ่งรายนี้ กลับมาอยู่ เมืองแมนเชสเตอร์ อีกครั้งในช่วงซัมเมอร์นี้

บราวน์ กล่าวกับสื่อว่า “เขาเป็นนักเตะที่มีความสามารถสูง สเต็ปบอล อยู่ในระดับไม่เลว และเราต้องการนักเตะอย่างเขาเนี่ยแหละ พวกเราติดตามผลงานของเขามานานแล้ว และผมเชื่อว่า ถ้าหากเขามาอยู่กับเราจริงๆ เขาจะพาอะไรดีๆมาให้สโมสรเราอย่างแน่นอน และมันจะดีมากๆสำหรับทีมของเรา”

“เราเคยมีนักเตะแบบนี้มาแล้วอย่าง คริสเตียนโน่ โรนัลโด้ และพวกเขาน่าจะเป็นนักเตะประเภทเดียวกัน ที่จะสามารถจัดการกองหลังของฝั่งตรงข้ามได้อย่างง่ายดาย เขาจะเป็นนักเตะประเภทที่ทำให้ฟุตบอล กลายเป็นเกมที่ง่ายขึ้นทันที”

นักเตะที่เล่นสองเท้าได้ดีกว่าทั้ง เมสซี่ และโรนัลโด้ ในวัย 21 ปี

นักเตะที่เล่นสองเท้าได้ดีกว่าทั้ง เมสซี่ และโรนัลโด้ ในวัย 21 ปี

ลานิส ฮาจี้ ลูกชายของจอร์จี้ ฮาจี้ ตำนานนักฟุตบอลทีมชาติโรมาเนีย เป็นนักเตะที่เล่นทั้งสองเท้าได้ดีกว่าลีโอเนล เมสซี่ และคริสเตียโน่ โรนัลโด้ สองดาวเตะนอกโลก เมื่อเทียบกับตอนที่ทั้งคู่อายุ 21 ปี กล่าวโดย มาเรียน อลูต้า อดีตนักเตะ

กลาสโกว์ เรนเจอร์ส กับภายใต้การคุมทีมของสตีเว่น เจอร์ราร์ด เซ็นสัญญาฮาจี้ จากเกงค์ ไปร่วมทีมด้วยสัญญายืมตัวเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา แต่ดาวรุ่งวัย 21 ปี ทำผลงานออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม ทำให้หลายสโมสรในยุโรปแสดงความสนใจ

สำนักข่าวโกล เปิดเผยว่า เรนเจอร์ส ใกล้ที่จะบรรลุข้อตกลงในการเซ็นสัญญาฮาจี้ ไปร่วมทีมอย่างถาวรด้วยค่าตัว 4.5 ล้านปอนด์ หลังนักเตะเริ่มได้รับความสนใจมากมาย

แต่การย้ายทีมยังไม่ได้เกิดขึ้น ในขณะที่ลาซิโอ และฟิออเรนติน่า เป็นทีมที่สนใจในการเซ็นสัญญาฮาจี้ ไปร่วมทีมด้วยเหมือนกัน

ฮาจี้ กำลังทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม แต่เป็นการระบาดของไวรัสโควิด-19 ทำให้การแข่งขันฟุตบอลต้องถูกเลื่อนออกไป โดยฮาจี้ ทำไปได้ 3 ประตู จากการลงสนาม 12 เกมให้กับเรนเจอร์ส

ฮาจี้ ลงเล่นในลีกสกอตแลนด์ และยูฟ่า ยูโรป้าลีก ในฤดูกาลนี้ โดยอลูต้า เชื่อว่า ดาวรุ่งรายนี้จะไปได้ไกลว่าพ่ออย่างแน่นอน และยังมีโอกาสพัฒนาฝีเท้าได้มากกว่าเมสซี่ และโรนัลโด้ ด้วย

“เมสซี่ และโรนัลโด้ ไม่สามารถเล่นบอลด้วยสองเท้าได้สมบูรณ์แบบเหมือนกับเขา เมื่อตอนที่พวกเขาอายุเท่ากับลานิส” อลูต้า กล่าว

“มันเป็นข้อได้เปรียบที่ยิ่งใหญ่ของเขา เทคนิคในการเล่นด้วยสองเท้าของเขามันน่าเหลือเชื่อ แม้ว่าเขาจะไม่ได้มีความเร็วที่สุด แต่การยืนตำแหน่งของเขาเป็นอะไรที่ยอดเยี่ยมมากๆ เขาเป็นนักเตะที่ฉลาด เขายังสามารถเติบโต และพัฒนาได้โดยไม่ต้องมีความกดดันใดๆ สำหรับเขา”

“ทุกคนจะนำเขาไปเปรียบเทียบกับพ่อของเขา เพราะเขาเป็นนักเตะที่มีชื่อเสียง แต่เขาก็ไม่ได้ประสบความสำเร็จมากนัก เขารู้ว่า ชื่อของเขามันไม่ได้ทำให้ตัวเขาได้สิทธิพิเศษอะไร เมื่อเขาลงเล่นมากขึ้น มันจะทำให้เขามีประสบการณ์มากกว่าเดิม และมันยิ่งจะทำให้เขากลายเป็นนักเตะที่ดีกว่าเดิม ไม่มีการตั้งคำถามสำหรับการเติบโตของเขาเลย และเขาจะพัฒนาได้มากมาย และมีเส้นทางอาชีพที่ยอดเยี่ยมแน่นอน”

เรนเจอร์ส เซ็นสัญญาฮาจี้ มาร่วมทีมด้วยสัญญายืมตัว 6 เดือน เมื่อต้นปี และเจอร์ราร์ด ก็ให้โอกาสนักเตะลงสนามอย่างต่อเนื่อง ก่อนที่ไวรัสโควิด-19 จะระบาด และทำให้เกมการแข่งขันถูกเลื่อนออกไปแบบไม่มีกำหนดในตอนนี้

แฟนหงส์แดง ทั่วโลกปกป้อง คลอป์ป

อยู่ดีๆก็หาเรื่องใส่ตัวซะแล้วสำหรับ แกรี่ ลินิเกอร์ อดีตนักเตะทีมชาติระดับตำนานของอังกฤษ ที่ออกมาโพสต์ทวิตเตอร์ส่วนตัวในแบบขำๆ ว่า คลอป์ป ออกไป จากที่พาหงส์แดงลิเวอร์พูลพ่ายแพ้ 2 นัดติดกันตั้งแต่เกมฟุตบอลพรีเมียร์ลีกอังกฤษ ที่พ่ายให้กับวัตฟอร์ด 3 ประตูต่อ 0 และกับเกมเอฟเอคัพล่าสุดค่ำคืนที่ผ่านมาแพ้ให้กับสโมสร เชลซี 2-0 และถือว่าเป็นการพ่ายแพ้ 3 เกมแล้วในฤดูนี้ หากนับตั้งแต่การพ่ายแพ้ให้กับแอตเลติโก้มาดริด ต่อเนื่องมายังวัตฟอร์ดและเชลซี ซึ่งจะรีบแกรี่กล่าวว่าแพ้ 3 ใน 4 นัด 

คลอป์ป ออกไปเถอะ และนั่นเป็นการจุดชนวนให้แฟนบอล ลิเวอร์พูล ทั่วโลกที่เห็นทวิตนี้ เข้ามาโต้ตอบทันทีโดยส่วนใหญ่ปกป้อง เจอร์ เก้นคล็อปป์ กุนซือของสโมสรลิเวอร์พูล เพราะทุกคนรู้ดีว่าสิ่งที่เขาทำตั้งแต่เข้ามาคุมหงส์แดงลิเวอร์พูล นั้นทำให้ทีมพัฒนาไปมากขนาดไหน

ตอนนี้ก็เหลือแค่การแข่งขันพรีเมียร์ลีกอังกฤษที่ลิเวอร์พูล กำลังจะได้ชนะเป็นแชมป์ในฤดูกาลนี้ ซึ่งหนทางก็ยังอีกไม่ไกล และหลายคนมองว่านักเตะลิเวอร์พูลแม้จะฟอร์มตก แต่กับพรีเมียร์ลีกอังกฤษ พวกเขาจะไม่ยอมแพ้เด็ดขาดเพราะเดินทางมาไกลจนถึงขนาดนี้แล้ว เพียง5-6 นัดเท่านั้นนั้นพวกเขาก็จะคว้าชัยชนะได้


ดังนั้นไม่มีทางที่พวกเขาจะยอมแพ้แ ละการโพสต์ทวิตเตอร์ของ แกรี่ ลินิเกอร์ หลายคนรู้ว่าเป็นการหยอกขำๆแต่นั่นก็มองในอีกแง่มุมหนึ่งว่าเขาดูถูกกุนซือของสโมสร ก็ยอ่มเป็นธรรมดาที่ แฟนหงส์แดง กว่าจะออกมาปกป้องกุนซือรายนี้ที่ทำผลงานและซื้อใจแฟนบอลทุกคน ด้วยผลงานและทัศนคติในการทำทีมของเขา แม้ว่าจะพ่ายแพ้มาถึง 2 นัดแต่แฟนบอลก็มองว่า

นั่นเป็นเหตุผลที่มีปัจจัยอื่นประกอบไม่ใช่การทำทีมของเพียงอย่างเดียวหรือแม้แต่ตัวนักเตะเองแฟนบอลนั้นแม้ว่าจะหัวร้อน แต่ก็บ่นกันตามปกติไม่กล่าวโทษอะไรมากมายนักเ พราะทุกคนรู้ดีว่าเป้าหมายใหญ่คือการเป็น แชมป์พรีเมียร์ลีก ดังนั้นการรักษาถ้วยนี้ไว้เป็นเรื่องสำคัญและแฟนบอลหงส์แดงก็พร้อมที่จะเอาใจช่วย ให้พวกเขาสามารถผ่านสถานการณ์การแพ้ติดๆกันนี้ไปได้

วิลเฟร็ด เอ็นดิดี้ เจ็บพักอย่างน้อย 4 สัปดาห์

วิลเฟร็ด เอ็นดิดี้ กองกลางคนสำคัญของ “จิ้งจอกสยาม” เลสเตอร์ ซิตี้ โชคร้ายได้รับบาดเจ็บจนต้องพักอย่างน้อย 4 สัปดาห์ หมดสิทธิ์ช่วยทีมตลอดเดือนกุมภาพันธ์เป็นอย่างน้อย

กองกลางชาวไนจีเรี วัย 23 ปี จะหมดสิทธฺลงสนามอย่างน้อย 4 สัปดาห์จากอาการบาดเจ็บที่บริเวฯหัวเข่าในขณะฝึกซ้อมของทีม ซึ่งต้องเข้ารับการผ่าตัดและพักฟื้นตามระยะเวลาดังกล่าว

 “ เขาจะต้องเข้ารับการผ่าตัดจากอาการบาดเจ็บ แต่ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง”  

“มันจะทำให้พลาดการลงสนาในทุกเกมของมกราคมและต้นเดือนกุมภาพันธ์นี้ ซึ่งเราก็ได้เตรียมแผนสำรองไว้แล้วเช่นกัน” เบรนแดน ร็อดเจอร์ส กนุซือเลสเตอร์ กล่าว

เอ็นดิดี้ ไม่มีชื่อแม้กระทั้งตัวสำรองในเกมคาราบาว คัพ รอบรองชนะเลิศ นัดแรกที่เปิดบ้าน ไล่ตีเสมอ แอสตัน วิลล่า ไป 1 ประตู 1 เมื่อคืนที่ผ่านมา  ในฤดูกาลนี้เจ้าตัวลงสนาให้กับทางเลสเตอร์ ไปแล้วทั้งหมด 24 นัด จาก 26 นัดในทุกรายการของเลสเตอร์ฤดูกาลนี้

เดเคอา ฟอร์มตื้อ ทำผีอยู่อันดับ 8

ผลการแข่งขันของทีมดัง แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดที่ตอนนี้ดูเหมือนสถานการณ์กลับมาไม่ดีอีกแล้ว เพราะอยู่ในอันดับที่ 8 ยังไม่สามารถขยับขึ้นกลับมาในกลุ่มหัวตารางได้อีกครั้ง เพราะจากเกมที่เจอกับวัตฟอร์ดซึ่งเป็นทีมท้ายตารางอันดับที่ 20 พวกเขาพ่ายแพ้แบบไม่น่าเชื่อด้วยสกอร์ 2 ต่อ 0 สาเหตุมาจาก การพลาดของดาบิด เดเคอา กับ อารอน วาน บิสซาก้า ที่ทำให้ทีมเสียลูกโทษ 

ซึ่งคำกล่าวหานี้ไม่ใช่แค่ในกลุ่มแฟนบอลเท่านั้น แต่ โอเล่ กุนนาร์ โซลชาร์กุนซือของทีมเอง ก็ออกมายอมรับว่านักเตะทั้ง 2 รายมีจุดผิดพลาดที่เห็นได้ชัดเจนในเกม และมันส่งผลกับสถานการณ์ของทีม อย่างชัดเจนแม้ว่าก่อนหน้านี้ เดเคอา
ยังรักษามาตรฐานของตัวเองเอาไว้ได้

แต่ปัจจัยจากผู้เล่นคนอื่นๆก็ส่งผลให้เขากลับมาอยู่ในฟอร์ม ที่ไม่ค่อยจะดีอีกครั้ง ซึ่ง โอเล กุนนาร์ โซลชาร์ ก็ยอมรับว่าในเกมที่ผ่านมานั้นผู้เล่นของทีมดูจะไม่ค่อยตั้งใจกันสักเท่าไหร่ เล่นเหมือนเกมการกุศล เล่นกันแบบไม่เอาจริ งจึงทำให้ผลการแข่งขันออกมาเป็นอย่างที่เห็น แต่ก็คงจะต้องมาปรับปรุงกันต่อในเกมนัดถัดไป